Recommended
อัปเดตเทรนด์ ‘บ้านอัจฉริยะ’ ที่กำลังจะมาในปี 2020!
ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ‘เทคโนโลยี’ เข้ามาทำให้การดำเนินชีวิตของเราสะดวกสบายมากขึ้นยิ่งขึ้น ในแง่ของการอยู่อาศัยก็เช่นเดียวกัน ในปัจจุบันมีเทคโนโลยีมากมายที่ทำให้บ้านของเรากลายเป็น ‘บ้านอัจฉริยะ’ ไม่ว่าจะเป็นหลอดไฟอัจฉริยะ เครื่องทำกาแฟอัจฉริยะ ปลั๊กไฟอัจฉริยะ ตลอดจน ผู้ช่วยอัจฉริยะ ที่เราสามารถสั่งให้จัดการสิ่งต่างๆ ภายในบ้านให้กับเราผ่านแอปพลิชันและคำสั่งเสียงได้ . แค่นี้ยังว่าน่าตื่นตาตื่นใจแล้วใช่ไหมล่ะคะ แต่ในปีหน้านี้บ้านของเรายัง ‘อัจฉริยะ’ ได้มากกว่านี้อีก ซึ่งเทรนด์ของเทคโนโลยีที่กำลังมาจะมีอะไร ตามมาดูกันเลยค่ะ . 🏡 ห้องครัวอัจฉริยะ 🏡 เรื่องกินเรื่องใหญ่ จะดีแค่ไหนถ้าคุณมีผู้ช่วยที่สามารถจัดการแต่ละมื้อของคุณให้ง่ายมากยิ่งขึ้น? สำหรับเทรนด์ห้องครัวอัจฉริยะที่เราจะเห็นกันในปีหน้านี้ก็คือ ‘ตู้เย็นอัจฉริยะ’ ที่มีฟังก์ชันสามารถตั้งเวลารับประทานอาหารของสมาชิกในครอบครัว เพื่อที่จะได้จัดเตรียมอาหารได้ถูกเวลา สามารถดูสูตรอาหารจากอินเทอร์เน็ตได้โดยทันที ตลอดจนสามารถเช็คลิสต์ได้ว่าเรามีอะไรในตู้เย็นบ้าง และแจ้งเตือนเมื่อมีอาหารที่หมดอายุ . 🏡 ห้องนอนอัจฉริยะ 🏡 ห้องนอนเป็นห้องที่เราจะได้ใช้เวลาอย่างเต็มไปกับการนอนหลับพักผ่อน ซึ่งในอนาคตจะมีอุปกรณ์ที่เข้ามาช่วยให้การนอนหลับของเราเป็นไปอย่างต่อเนื่องและสบายขึ้น ทั้งอุปกรณ์ที่ช่วยควบคุมอุณหภูมิของเตียงตามความเหมาะสม อุปกรณ์ที่ช่วยติดตามประสิทธิการนอนหลับของเรา ตลอดจนนาฬิกาที่สามารถตั้งปลุกด้วยกลิ่นอโรม่าแทนเสียง . 🏡 ห้องน้ำอัจฉริยะ 🏡 ในอนาคตเราอาจไม่ต้องไปขัดตัว นวดตัวกันถึงสปาอีกต่อไปแล้ว เพราะความสบายที่ว่าสามารถหาได้ง่ายๆ ที่บ้านด้วยอ่างอาบน้ำอัจฉริยะที่จะมาเป็นผู้ช่วยประจำตัวในห้องน้ำ ให้คุณได้สัมผัสประสบการณ์อาบน้ำที่บ้านเหมือนไปทำสปาที่ร้านได้ อย่างเช่น คุณสามารถควบคุมอุณหภูมิของน้ำ ปรับการตั้งค่าอ่างอาบน้ำ เลือกฟังก์ชันนวดตัวด้วยคลื่นได้หลายระดับ ด้วยการออกคำสั่งจากแอปคลิชัน . 🏡 ห้องนั่งเล่นอัจฉริยะ 🏡 ลืมภาพโทรทัศน์เครื่องใหญ่ที่ตั้งอยู่ตรงข้ามกับโซฟาในห้องนั่งเล่นไปได้เลย เพราะในอนาคตอันใกล้ เพียงแค่เรากดปุ่มหรือออกคำสั่งเสียง ก็จะมีจอภาพเสมือนโทรทัศน์ปรากฏขึ้นตรงหน้า ไม่ว่าเราจะอยู่ที่ไหนของตัวบ้าน ก็สามารถรับชมรายการโปรดได้ เหมือนมีห้องนั่งเล่นเคลื่อนที่ไปกับเรา . 🏡 ห้องแต่งตัวอัจฉริยะ 🏡 ต่อไปตู้เสื้อผ้าของเราจะทำอะไรได้มากกว่าแค่การเก็บเสื้อผ้า ด้วยความก้าวหน้าของเทคโนโลยีทำให้ในอนาคตตู้เสื้อผ้าจะสามารถจัดเสื้อผ้าให้เรา ตลอดจน สามารถป้อนคำสั่งให้เลือกชุดที่เหมาะสมกับเราในแต่ละวันได้ด้วย
Read More ทำความรู้จักกับ พ.ร.บ. ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างฉบับใหม่ กระทบอะไรในธุรกิจการปล่อยเช่า
ใกล้เข้ามาแล้วสำหรับการประกาศใช้ พ.ร.บ. ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างฉบับใหม่ ซึ่งมีแผนจะเริ่มใช้ต้นปีหน้านี้ แทนพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน และ พระราชบัญญัติภาษีบํารุงท้องที่ โดยการเข้ามาของพ.ร.บ. ภาษีที่ดินฯ ฉบับใหม่นี้ ได้ส่งผลกระทบต่อแวดวงอสังหาริมทรัพย์เข้าอย่างจัง เพราะเป็นพ.ร.บ.ที่มีจุดประสงค์เพื่อต้องการลดการถือครองที่ดินเพื่อการเก็งกำไรในตลาดอสังหาริมทรัพย์โดยเฉพาะ อย่างไรก็ตาม พ.ร.บ.ฉบับนี้ยังมีรายละเอียดปลีกย่อยอีกมาก โดยวันนี้เราจะพามารู้จักพ.ร.บ.ฉบับใหม่นี้ให้มากขึ้นกันค่ะ . :: ใครที่ได้รับผลกระทบ? :: บุคคลที่ได้รับผลกระทบจากพ.ร.บ.ฉบับใหม่นี้ ได้แก่ 1. เจ้าของที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง 2. เจ้าของอาคารชุด 3. ผู้ครอบครองหรือทำประโยชน์ในที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างที่เป็นทรัพย์สินของรัฐ โดย “เจ้าของ” ในที่นี้ก็คือผู้ถือกรรมสิทธิ์ที่มีชื่ออยู่ในโฉนดบ้านหรือที่ดิน หรือ หนังสือแสดงกรรมสิทธิ์ห้องชุด สำหรับคอนโด . :: ครอบครองสินทรัพย์ใดบ้างถึงต้องเสียภาษี :: 1. ที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างที่ใช้ประโยชน์ในการประกอบเกษตรกรรม เช่น การทำไร่ ทำนา ทำสวน เลี้ยงสัตว์ 2. ที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างที่ใช้ประโยชน์เป็นที่อยู่อาศัย เช่น บ้านเดี่ยว คอนโดมิเนียม ทาวน์เฮ้าส์ หรืออื่นๆ ที่คนสามารถเข้าอยู่อาศัยได้ 3. ที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างที่ใช้ประโยชน์อื่นนอกจาก สองข้อแรก ตัวอย่างเช่น โรงงาน คลังสินค้า ตึกแถว อาคาร หรืออื่นๆ ที่สามารถใช้ประกอบการพาณิชยกรรม หรืออุตสาหกรรมได้ 4. ที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างปล่อยทิ้งให้ว่าง ไม่ได้ทำประโยชน์อะไร . :: การวัดมูลค่าเพื่อเสียภาษี :: 1. สำหรับที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างที่ใช้สำหรับเกษตรกรรม หากมูลค่าของฐานภาษีนั้นไม่เกิน 75 ล้านให้เสียร้อยละ 0.01 ถ้ามูลค่าเกิน 75 ล้าน แต่ไม่เกิน 100 ล้าน ต้องเสีย 0.03 ถ้า เกิน 100 ล้าน แต่ไม่เกิน 500 ล้าน เสียร้อยละ 0.05 และถ้าเกิน 500 ล้าน แต่ไม่เกิน 1000 ล้าน เสียร้อยละ ...
Read More รู้ผลตอบแทนการเช่าง่ายๆ ผ่าน 3 วิธีคำนวณ Rental Yield
หากใครมีความคิดที่จะลงทุนปล่อยเช่าคอนโด หนึ่งสิ่งสำคัญที่ต้องพิจารณาก่อนเลยนั่นก็คือผลตอบแทนที่จะได้รับ เพราะถ้าไม่ได้คำนวณค่าใช้จ่ายตรงนี้ให้ถี่ถ้วนการลงทุนเพื่อ ‘ผลกำไร’ อาจกลายเป็น ‘ขาดทุน’ ไปได้ไม่ยาก โดยวันนี้เราจะมาสอนวิธีคำนวณอัตราผลตอบแทนจากการปล่อยเช่า หรือ ‘Rental Yield’ กัน ก่อนจะเริ่มไปคำนวณ เรามารู้เกณฑ์กันก่อนว่าเราต้องได้ผลเฉลี่ยออกมาเท่าไหร่ถึงจะถือว่าการลงทุนนี้ได้รับผลตอบแทน ‘ดี’ โดยเกณฑ์ที่นิยมใช้กันคือการนำไปเปรียบเทียบกับอัตราผลตอบแทนจากการลงทุนคอนโดฯ ในย่านใจกลางกรุง ที่อยู่ในระดับ 5-7% ดังนั้นถ้าคำนวณออกมาแล้วผลของเราออกมาในระดับนี้หรือสูง ก็เท่ากับว่าคอนโดนี้น่าลงทุน ทั้งนี้ ในส่วนของการซื้อด้วยเงินกู้ อัตราผลตอบแทนที่ได้ในส่วนนี้ควรสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ อย่างน้อย 2% ถึงจะถือว่าอยู่ในระดับที่น่าลงทุน เนื่องจากระดับ 2% จะสามารถครอบคลุมค่าใช้จ่ายที่เราลงทุนไปกับคอนโด เช่น ค่าส่วนกลางต่างๆ ทั้งหมดได้ . เมื่อเข้าใจเช่นนี้แล้วเรามาเริ่มคำนวณกันเลยค่ะ ‘Rental Yield’ หรือ การคำนวณอัตราผลตอบแทนจากการเช่าที่ว่านี้สามารถแบ่งเป็นออกเป็น 3 ประเภทด้วยกัน ได้แก่ 1. Gross Rental Yield หรือ คำนวณอัตราผลตอบแทนจากการเช่าเบื้องต้น ใช้ประเมินเวลาสำรวจคอนโดหรือบ้าน โดยสูตรคือ ค่าเช่าที่คาดว่าจะได้รับตลอดทั้งปี / ราคาอสังหาฯ ที่ซื้อ x 100 ตัวอย่างเช่น คอนโดราคา 1,700,000 บาท คิดค่าเช่าเดือนละ 9,000 บาท ค่าเช่าทั้งปีจะอยู่ที่ 9,000 x 12 = 108,000 บาท เอามาคำนวณตามสูตรจะได้ (108,000 / 1,700,000) x 100 = 6.6% ซึ่งถือว่าเป็นอัตราผลตอบแทนเฉลี่ยที่ดี เพราะอยู่ที่อัตราเฉลี่ย 5-7% 2. Net Rental Yield เป็น การคำนวณอัตราผลตอบแทนจากการให้เช่าสุทธิ โดยมีการนำค่าส่วนกลางมาคำนวนด้วย โดยสูตรคำนวณให้เอา ค่าเช่าที่คาดว่าจะได้รับตลอดทั้งปี-ค่าส่วนกลาง / ราคาอสังหาฯ ที่ซื้อ x 100 ตัวอย่างเช่น ค่าเช่าทั้งปี 108,000 บาท ค่าส่วนกลาง 14,040 ...
Read More




